เกิดเหตุระทึกชายวัย 48 ปี เมาคลั่งจากปมหึงหวง ถือมีดไล่ทำร้ายชาวบ้านและตำรวจ แม้เจ้าหน้าที่ใช้ปืนไฟฟ้าเข้าระงับเหตุแต่ไม่ได้ผล สุดท้ายต้องใช้อาวุธปืนจริงยิงเข้าต้นขาเพื่อควบคุมสถานการณ์ ก่อนนำตัวส่งโรงพยาบาลท่ามกลางการดูแลอย่างใกล้ชิด

เมื่อเวลา 15.45 น. วันที่ 6 มกราคม 2569 ร.ต.อ.แหลมทอง  มูลทากรม รอง.สวป.สภ.เมืองพิษณุโลก ได้รับแจ้งว่ามีบุคคลคุ้มคลั่งใช้อาวุธมีดไล่ฟันชาวบ้านภายในซอยบรมไตรโลกนาถ 45 ต.ในเมือง อ.เมือง จ.พิษณุโลก จึงนำกำลังสายตรวจรถจักรยานยนต์กว่า 10 นาย เข้าตรวจสอบและควบคุมสถานการณ์ เมื่อถึงที่เกิดเหตุบริเวณสวนกล้วย พบชายสวมเสื้อฟุตบอลสีขาวดำ กางเกงขาสั้นสีดำ ยืนแกว่งมีดส่งเสียงโวยวาย มีอาการมึนเมา ทราบชื่อต่อมาคือ นายสินชัย นุชเปรม อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 904 ถนนบรมไตรโลกนาถ 2 ต.ในเมือง อ.เมืองพิษณุโลก เจ้าหน้าที่พยายามเจรจาให้วางอาวุธ แต่ผู้ก่อเหตุยังคงคุ้มคลั่งและพยายามใช้อาวุธมีดทำร้ายเจ้าหน้าที่ ตำรวจจึงตัดสินใจใช้อาวุธปืนไฟฟ้ายิงเพื่อระงับเหตุ แต่ไม่สามารถทำให้นายสินชัยหยุดการกระทำได้ ผู้ก่อเหตุยังคงพยายามทำร้ายเจ้าหน้าที่อย่างต่อเนื่อง เจ้าหน้าที่จึงจำเป็นต้องใช้อาวุธปืนจริงยิงเข้าบริเวณต้นขา 1 นัด ทำให้นายสินชัยได้รับบาดเจ็บและสามารถควบคุมตัวได้

นายสรยุทธิ์ โลกวิจิตร อายุ 18 ปี ผู้เห็นเหตุการณ์และเป็นผู้โทรแจ้ง 191 เล่าว่า ขณะตนกำลังซักผ้าตู้หยอดเหรียญข้างบ้าน นายสินชัยได้ทำลายข้าวของภายในบ้าน ทุบจานและโต๊ะจนเสียหาย ก่อนถือมีดออกมาหน้าบ้านที่ตนกำลังซักผ้าอยู่ ซึ่งมีเจ้าของร้านเป็นผู้สูงอายุร้องขอความช่วยเหลือด้วยความกลัว ตนจึงโทรแจ้งตำรวจ และเรียกเพื่อนมาอยู่เป็นเพื่อนอีก 5 คน ระหว่างนั้นผู้ก่อเหตุได้ถามว่าพวกตนเป็นเด็กช่างหรือไม่ ก่อนจะวิ่งเข้ามาจะทำร้าย จนกระทั่งเจ้าหน้าที่มาถึงและควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ ด้าน พ.ต.อ.วัชรพงษ์ สิทธิรุ่งโรจน์ ผกก.สภ.เมืองพิษณุโลก เปิดเผยว่า จากการสอบถามภรรยาผู้ก่อเหตุเบื้องต้นทราบว่า นายสินชัยมีปากเสียงกับภรรยาตั้งแต่ช่วงเช้า เกิดอาการหึงหวงระแวงว่าภรรยามีชายอื่น จากนั้นได้นั่งดื่มสุราบริเวณหน้าบ้านตลอดทั้งวัน ก่อนจะเกิดอาการคุ้มคลั่ง สาเหตุหลักมาจากปัญหาหึงหวง ประกอบกับอาการมึนเมาจากสุรา และอาจมีสารเสพติดในร่างกาย ทำให้ปืนไฟฟ้าไม่สามารถระงับเหตุได้ เบื้องต้นกู้ภัยพิษณุโลก มูลนิธิประสาทบุญสถาน ได้นำตัวนายสินชัยส่งโรงพยาบาลพุทธชินราช พิษณุโลก เพื่อทำการรักษา โดยมีเจ้าหน้าที่ตำรวจควบคุมตัวอย่างใกล้ชิดตลอดเวลาเพื่อป้องกันการหลบหนี